Image result for SAS อลัน เชียเรอ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว 4-4-2 เป็นทั้งระบบการเล่นและสูตรการจัดตัวผู้เล่นที่เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมากที่สุดในโลกลูกหนัง

    เฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลอังกฤษในยุค 80’s และ 90’s ที่เกือบร้อยทั้งร้อยใช้สูตร 4-4-2 เหมือนกันหมดจนอาจบอกได้ว่ามันเป็นระบบการเล่นที่คลาสสิก UFA369 และฝังอยู่ในความทรงจำของฟุตบอลสมัยใหม่มากที่สุดตลอดกาลเลยทีเดียว

 สำหรับ 4-4-2 แบบดั้งเดิม ประกอบด้วยแผงหลัง 4 ตัว ยืนเรียงกันเป็นหน้ากระดาน แบ่งเป็นปราการหลังตัวกลาง หรือ
เซ็นเตอร์แบ็ค 2 ตัว และฟูลแบ็คอีก 2 ตัว

    ในแดนกลางมีผู้เล่น 4 ตัวยืนเรียงกันเป็นหน้ากระดานเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน ซึ่งจะเป็นมิดฟิลด์ตัวรับทั้ง 2 คนก็ได้ ตัวรับ 1 คน ตัวรุก 1 คนก็ได้ หรือจะสลับกันทำหน้าที่ตามจังหวะของเกมก็ไม่ผิดกติกา ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับผู้เป็นกุนซือนั่นแหละ

    ส่วนกองกลางอีก 2 ตัวคือ “ปีก” ปีกซ้าย-ปีกขวา ซึ่งจัดเป็นปีกในความหมายขอปีกจริงๆ ที่ถ่างตัวเองออกไปเล่นทางด้านข้าง หรือแทบจะยืนชิดติดริมเส้นด้วยซ้ำ มีหน้าที่กระชาก ลาก เลื้อย แล้วเปิดเข้ากลาง

    สูตรนี้ในแดนหน้าจะต้องมีหัวหอก 2 ตัว ซึ่งจะจัดอยู่ในประเภทดาวถล่มประตู หรือเป็นกองหน้าตัวเป้าทั้ง 2 คนก็ได้ ยกตัวอย่างคู่หู SAS อลัน เชียเรอร์ กับ คริส ซัตตัน ของ
แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส หรือจะแบ่งเป็นตัวสร้างสรรค์เกม คอยเปิดป้อนและทำทางประหนึ่ง “หน้าต่ำ” 1 คน และกองหน้าตัวเป้า 1 คน…ก็ได้

    นอกจากนี้ยังอาจเแบ่งออกเป็นศูนย์หน้ารูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายแข็งแกร่งที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี 1 คน คอยโหม่งชง และปะทะกับกองหลังคู่แข่ง ขณะที่อีกคนเป็นกองหน้าขนาดกระทัดรัดที่มีความคล่องแคล่วและว่องไว เอาตัวรอดเก่ง คอยวิ่งตามช่อง เก็บตก หรือรองบอลจากศูนย์หน้าตัวใหญ่

    ยกตัวอย่างคู่ศูนย์หน้าอย่าง ปีเตอร์ เคร้าช์ กับ เจอร์เมน เดโฟ ที่ความสูงและความเตี้ยของทั้งคู่แตกต่างกันเหลือเกิน แต่เมื่อลงเล่นคู่กันมันผสมผสานกันจนกลายเป็นความสมดุลย์

    หรือถ้าจะเอาแบบที่มีทั้งความเร็วและความถึกเหมือนกันทั้งคู่ก็ต้อง เวย์น รูนี่ย์ กับ คาร์ลอส เตเวซ นั่นยังไง

    นี่คือระบบการเล่นและสูตรการจัดตัวผู้เล่นที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในยุคสมัยหนึ่ง
 
    แต่แล้ววันหนึ่งระบบการแบบเล่นนี้มันกลับเสื่อมความนิยมลงไป และค่อยๆ เลือนหายไปจากโลกลูกหนัง…ซะอย่างนั้น

    อ้าว…แล้วทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?

    กล่าวคือในฟุตบอลยุคโบราณ – เหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธ์ลูกหนังยังไม่ได้ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และเพื่อนทรยศอะไรมากมายขนาดนี้ และไม่มากกว่าลงสนามไปแล้วต่างฝ่ายต่างแข่งกันทำประตูให้ได้มากที่สุด หรือให้ได้มากกว่าคู่แข่ง เพราะเป้าหมายสูงสุดของเกมฟาดแข้งคือการทำลายตาข่ายให้สิ้นซาก

    แต่ฟุตบอลมีวิวัฒนาการตลอดเวลา กลยุทธ์การเล่นจึงถูกพัฒนาให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีความเป็นศาสตร์มากกว่าความเป็นศิลปะ โดยเฉพาะฟุตบอลสมัยใหม่ที่กลายเป็นธุรกิจแบบเต็มตัว ผลการแข่งขันจึงมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

    …ว่าแล้วการครอบครองบอลเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบคู่แข่งและหมายถึงโอกาสเป็นผู้ชนะมากกว่าจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

    เพราะเมื่อคุณครอบครองบอลพลางคุมเกมได้มากกว่าคู่แข่ง – โอกาสที่คุณจะเป็นผู้ชนะก็ย่อมมีมากกว่าตามไปด้วย ผู้เล่นในแดนกลางที่เป็นตัวกำหนดเปอร์เซนต์การครองบอลจึงต้องมีไม่น้อยกว่าคู่แข่ง อันนำมาซึ่งการอัดแดนกลางให้หนาแน่น

    หลังจากสถาปนาตัวเองเป็นสมรภูมิแข้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจนอุดมด้วยผลประโยชน์มหาศาล พรีเมียร์ลีก เริ่มนำเข้าทั้งกุนซือและนักเตะต่างชาติที่มาพร้อมวิธีการเล่นอันแยบยลมากกว่าการเดินหน้าเข้าห้ำหั่นกันแบบใครดีใครอยู่เหมือนอย่างเก่า

    ทีมที่เป็นรอง หรือทีมที่ศักยภาพผู้เล่นต่ำกว่าสามารถพิชิตคู่แข่งของตัวเองด้วยการวางแผนการเล่นและแท็คติกที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

    เหมือนอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ เคยหล่นเอาไว้นั่นแหละครับ

    ถ้าคู่แข่งเป็น เฟอร์รารี่ มึงก็อย่าไปแข่งความเร็วกับเขา มึงจงเอาทรายไปหยอดใส่ถังเชื้อเพลิงของพวกมันซะ 555

    4-4-2 แบบโบราณจึงถูกยืดหยุ่นมาเป็น 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 รวมถึง 4-4-2 แบบเหลี่ยมข้าวหลามตัดที่พากย์ภาษาอังกฤษว่า “ไดมอนด์” ซึ่งสามารถจำแนกเป็นตัวเลขให้ละเอียดยิ่งขึ้นคือ 4-1-2-1-2 โดยในแดนกลางมีมิดฟิลด์ตัวรับปักหลักอยู่หน้าแผงหลัง 1 คน มีตัวเชื่อมเกม 2 คน และหน้าต่ำ 1 คน โดยไม่มีผู้เล่นในตำแหน่งปีก และไม่ส่งผู้เล่นที่เป็นปีกจริงๆ ลงไปในสนาม แล้วใช้ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างทำหน้าที่นี้แทน

 สูตร 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 ทำให้ปีก 2 ข้างที่เคยยืนชิดติมริมเส้นในความหมายของปีกจริงๆ ตามระบบ 4-4-2 หายไปพลางกลายพันธุ์เป็นปีกประเภท “ตัดใน” บางทีมก็ตัดต่อพันธุกรรมใหม่ด้วยการเอากองหน้าที่ยิงประตูดีๆ นี่แหละไปเล่นเป็นปีกซะเลย

    ปีกขวาจึงมักถนัดเท้าซ้าย และปีกซ้ายจึงมักถนัดเท้าขวา เพื่อตัดเข้าในไปยิงด้วยเท้าข้างถนัด ซึ่งเมื่อนึกถึงผู้เล่นตำแหน่งปีกคนแรกๆ ที่ถูกปรับให้เล่นแบบนี้ หลายคนคงนึกถึง ดาวิด ชิโนล่า สมัยเลื้อยตูดจากฝรั่งเศสมาอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในยุคกลาง 90’s และโดยไม่เว้นแม้แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เกิดจากการเป็นปีกขวาแบบอนาล็อกนี่แหละ

    กองหน้าคู่ก็เช่นกันที่ถูกมองว่าจำนวน 2 คนนั้นมันมากเกินไปจนอาจไปจมอยู่ท่ามกลางแผงกองหลังของคู่ต่อสู้ที่ถูกพัฒนาให้เล่นเกมรับได้เหนียวแน่นและแข็งแกร่งมากกว่าเดิม

    ดังฉะนั้นการส่งผู้เล่นที่เป็นมิดฟิลด์ลงไปแทน หรือขยับกองหน้าลงมาเป็นมิดฟิลด์ หรือหน้าต่ำ เพื่อช่วยแดนกลางดูจะมีประโยชน์ซะมากกว่าในฟุตบอลสมัยใหม่ที่เน้นการครอบครองบอลเป็นสำคัญ

    จึงพอจะสรุปได้ว่าการเล่นฟุตบอลคอนโทรลแบบ บาร์เซโลน่า หรือ แมนฯ ซิตี้ รวมถึงทีมชาติสเปนนี่แหละครับที่บรรจงฆ่า 4-4-2 อย่างเลือดเย็น
 
    อย่างไรก็ตาม

    ในวันที่โลกลูกหนังนิยมใช้สูตร 4-3-3, 4-2-3-1 หรือ 4-4-2 แบบไดมอนด์กันเกือบทั้งหมด มันก็ยังมีบางทีมในอังกฤษที่ใช้ 4-4-2 แบบออริจินั่ล แถมเหิมเกริมถึงขั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

    เลสเตอร์ ซิตี้ และฤดูกาล 2015-16 ใช้ระบบการเล่นที่เหมือนจะตกยุคไปแล้วนี่แหละกระชากแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองอย่างอุกอาจ ด้วยความที่เป็นทีมรองบ่อนระดับ 5,000-1 เคลาดิโอ
รานิเอรี่ รู้ศักยภาพลูกทีมตัวเองดีจึงไม่แยแสเรื่องการครองบอล โดยเน้นไปที่เกมรับแล้วสวนกลับฉับพลันแทน

    เกมรับของทีมจิ้งจอกสยามเหนียวแน่น แม้ส่วนใหญ่จะครองบอลได้น้อยกว่าคู่แข่ง แต่ทดแทนด้วยเกมรุกที่ดุดันและมีประสิทธิ์ภาพ โดยอาศัยผู้เล่นที่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จทั้งหมด 3 คน

    หนึ่งคือมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ทำให้การมีมิดฟิลด์ตัวกลางแค่ 2 คนของ เลสเตอร์ ไม่มีปัญหา เพราะแค่พี่เขาคนเดียวมีค่าเท่ากับมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน !!

    สองคือปีกขวาอย่าง ริยาด์ มาห์เรซ ที่ความสามารถเฉพาะตัวอันแพรวพราวช่วยให้เกมรุกมีมิติมากขึ้น

    และสามคือศูนย์หน้าอย่าง เจมี่ วาร์ดี้ ที่ฟอร์มกระฉูดแตกจนยิงกระจายในฤดูกาลนั้นพอดี โดยที่มีตัวช่วยอย่าง ชินจิ โอกาซะกิ กองหน้าคู่ผู้ทำตัวเหมือนลูกหาบ คอยบดบี้คู่แข่งตั้งแต่ในแดนหน้าพลางไล่บอล และตามบอลทุกจังหวะอย่างไม่รู้จักเหน็ดไม่รู้จักเหนื่อยจนช่วยให้คู่หัวหอกของตัวเองเล่นำด้ง่ายขึ้น ขณะที่บนม้านั่งสำรองมีกองหน้าที่สามารถลงมาเปลี่ยนเกมได้อีกหนึ่งคน คือ เลโอนาร์โด้ อูยัวร์ ที่รูปร่างสูงใหญ่จนมีประโยชน์ในการเล่นลูกกลางอากาศ

    ขอบอกว่า เลสเตอร์ ชุดปัจจุบันจากการทำงานของ เบรนแดน
ร็อดเจอร์ส มีศักยภาพโดยรวมเหนือกว่า เลสเตอร์ ชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเสียด้วยซ้ำ วิธีการเล่นก็สวยงาม และมีความสมัยใหม่มากกว่า แตกต่างกันที่ “จังหวะ” และ “เวลา” เท่านั้นเอง

    ทีนี้ถามว่าแล้วไอ้ระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมเนี่ย มันจะกลับมาใหม่อีกครั้งหรือไม่ ???

    เรียนตามตรงว่ามันก็ยังไม่ได้ตาย หรือหายไปไหนหรอกครับ เพียงแต่ “เทรนด์” ของเกมฟาดแข้งนั้นเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตามยุคสมัย

    ระบบ 3-5-2 ที่ดูเหมือนจะหมดความนิยมไปแล้วยังถูกนำกลับมาปัดฝุ่นแล้วใช้ใหม่ในยุคนี้ได้อย่างไม่ขัดเขินเลย แล้วทำไม 4-4-2 แบบโบราณที่รวดเร็ว และไม่ได้เน้นการครองบอล ซึ่งผมมองว่ามันทำให้ฟุตบอลสนุกสนานและมีความบันเทิงมากกว่าจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งไม่ได้

    แถมในยุคปัจจุบันก็ยังมีบางทีมในพรีเมียร์ลีกที่ยึด 4-4-2 เป็นระบบการเล่นหลักของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เบิร์นลี่ย์, ไบรท์ตัน หรือ บอร์นมัธ ที่ยังใช้ระบบนี้อยู่

    ที่สำคัญคือเมื่อเร็วๆ นี้ทีมระดับพญายักษ์แห่งยุโรปอย่าง เรอัล มาดริด และแอตเลติโก มาดริด ก็ใช้สูตร 4-4-2 นี่แหละนำความสำเร็จระดับสูงมาให้ตัวเอง

ช่องทางในการติดตามข่าวสาร www.andycave.net/